Alopecia-X คืออะไร

โรคผิวหนังในน้องหมาหลายๆโรค มักทำให้เจ้าของน้องหมาหลายคนเบื่อมากๆ เพราะรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย หรือบางทีก็ไม่รู้ว่าหมาตัวเองเป็นอะไรกันแน่ วันนี้ชุมชนคนรักสุนัขมีโรคผิวหนังโรคหนึ่งมานำเสนอให้ผู้อ่านรู้จักกันค่ะ เป็นโรคที่อาจจะเจอไม่บ่อยนักในสุนัขทั่วๆไป แต่ถ้าใครที่เลี้ยงน้องหมาปอมเมอราเนียนน่าจะสนใจเป็นพิเศษ เพราะเจอบ่อยสุดๆก็ในพันธุ์นี้ล่ะค่ะ โรคนี้ก็ คือ โรค Alopecia-X ค่ะ

Alopecia-X เป็นโรคผิวหนังที่ทำให้น้องหมาขนร่วงโดยที่กลไกการเกิดโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ส่วนมากเชื่อว่าอาจเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศ (Sex Hormone) และ/หรือฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth Hormone) สมัยก่อนจึงมีชื่อเรียกโรคนี้หลายชื่อตามแต่ทฤษฎีการเกิดโรคนี้ เช่น Adrenal Sex Hormone Disorder (ความผิดปกติที่เกิดจากฮอร์โมนเพศที่สร้างจากต่อมหมวกไต), Sex Hormone Dermatosis (โรคผิวหนังจากฮอร์โมนเพศ), Growth Hormone Deficiency of the adult dog (ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตในสุนัขที่โตเต็มที่แล้ว) เป็นต้น

พบโรค Alopecia-X นี้ในน้องหมาเพศผู้มากกว่าเพศเมีย และมักพบในช่วงอายุ 1-3 ปี พันธุ์ที่มักพบ คือ น้องหมาในกลุ่มสายพันธุ์นอร์ดิก (Nordic breeds) ซึ่งได้แก่ ปอมเมอราเนียน (พบมากที่สุดในบ้านเราก็พันธุ์นี้ล่ะค่ะ ส่วนนึงน่าจะเป็นเพราะเป็นพันธุ์ยอดนิยมในบ้านเราด้วย), ซามอยด์, เชาเชา, อลาสก้า มาลามิวท์, ไซบีเรียน ฮัสกี้, คีชอนด์ และมีรายงานว่าพบในพันธุ์พุดเดิ้ลด้วยค่ะ

อาการที่พบจะเริ่มจาก มีขนร่วงบริเวณคอ ต่อมาเริ่มร่วงบริเวณลำตัวและตำแหน่งอื่น โดยขนที่หัวและขาจะไม่ร่วง น้องหมามักจะไม่มีอาการคัน เกา เลีย ผิวหนังจะมีสีเข้มขึ้นเนื่องจากมีเม็ดสีมาเกาะที่ผิวหนังมากขึ้น ทำให้บางคนเรียกโรคนี้ว่า Black Skin Disease น้องหมาที่เป็น  Alopecia-X นี้มักไม่พบอาการผิดปกติในระบบอื่นๆค่ะ

Alopecia-X ในน้องหมา

ที่มา: http://www.marvistavet.com/html/body_alopecia_x.html

Alopecia-X ในน้องหมา

ที่มา : หนังสือ A Practical Guide to Canine Dermatology, 2008

การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยดูจากประวัติและอาการ ไม่จำเป็นต้องทดสอบเพิ่ม แต่ในบางกรณีอาจทำการทดสอบระดับฮอร์โมนบางตัวร่วมด้วย เพื่อวินิจฉัยแยกจากโรคฮอร์โมนอื่นๆที่มีอาการทางผิวหนังคล้ายกัน เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) ฮอร์โมนในกลุ่มสเตียรอยด์สูงผิดปกติ (Cushing’s syndrome) เป็นต้น

เนื่องจากโรคนี้ไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของน้องหมา จึงไม่จำเป็นต้องทำการรักษาก็ได้ เพราะการรักษาโรคนี้นั้นเป็นการรักษาเพื่อความสวยงามเท่านั้น พูดง่ายๆก็รักษาเพื่อให้เจ้าของน้องหมาสบายใจนั่นแหล่ะค่ะ ซึ่งสุดท้ายแล้วคุณหมอจะให้เจ้าของจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรักษาหรือไม่ คุณหมอจะเลือกเสนอวิธีรักษาให้น้องหมาแต่ละตัว แตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายน้องหมา โดยพิจารณาเลือกวิธีที่ไม่มีหรือมีผลข้างเคียงกับน้องหมาตัวนั้นๆน้อยที่สุด

การรักษาที่ได้ผลดีค่อนข้างสูงในกรณีน้องหมาเพศผู้ที่ยังไม่ได้ทำหมันนั้น คือ การทำหมัน (Castration) พบว่ามากกว่า 80%ของน้องหมาที่รักษาด้วยวิธีนี้ กลับมามีขนขึ้นใหม่ใน 3 เดือน จึงทำให้บางครั้งมีผู้เรียกโรคนี้ว่า Castration Responsive Dermatosis (โรคผิวหนังที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการผ่าตัดทำหมัน) แต่ก็พบว่าน้องหมาหลายตัวที่รักษาด้วยวิธีนี้กลับมามีอาการขนร่วงเหมือนเดิมได้อีกหลังผ่าตัดทำหมันไปประมาณ 1-3 ปีนะคะ ส่วนในน้องหมาเพศเมียที่เป็นโรคนี้พบว่าการทำหมันก็ให้ผลค่อนข้างดีในการรักษาเช่นกันค่ะ

การรักษาทางยาในโรคนี้นั้นสามารถทำได้ และมียาหลายชนิดให้เลือกใช้ โดยมากมักเป็นยาส่งผลต่อระดับฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนสเตียรอยด์ในร่างกาย ส่วนผลในการรักษานั้นอยู่ที่ประมาณ 30-50% โดยมากมักเลือกใช้วิธีนี้ในกรณีที่เจ้าของไม่ต้องการทำหมัน หรือทำหมันแล้วไม่ได้ผล

นอกจากนี้ยังมีการใช้ฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth Hormone) แบบฉีดในการรักษา ซึ่งพบว่าให้ผลในการรักษาค่อนข้างดี โดยขนจะเริ่มขึ้นใหม่ใน 3 เดือน แต่อาจกลับมาร่วงใหม่ภายใน 3 ปี และไม่สามารถกลับมาใช้วิธีนี้ในการรักษาได้อีกค่ะ ถ้าเจ้าของไม่อยากทำหมันหรือไม่อยากให้น้องหมาทานยา อาจให้น้องหมาใส่เสื้อเพื่อช่วยปกปิดความไม่สวยงาม และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายน้องหมาในช่วงที่อากาศเย็นก็ได้ค่ะ

 

Blog ที่เนื้อหาคล้ายกัน

Leave a reply